เมื่อเสื้อแดงบุกทำเนียบบ้ ...
เข้าค่ายคุณธรรม 5 ธันวาคม ...
เอาเรื่องนี้ไปอ่านดีกว่า
กลุ่มพันธมารได้เวลาเก็บขอ ...
สหภาพ กฟน.แฉเหตุทิ้งพันธม ...
สุดยอดรถมอเตอร์ไซท์
ภาพกิจกรรมอบรมนักเรียน3มิ ...
น่าเบื่อวุ่นวายไม่จบ
มารู้จักกับเครื่องบินโบอิ ...
มารู้กับกำแพงเบอร์ลินกันม ...
วันวิสาขบูชาวันสำคัญทางศา ...
สงสารประชาชนพม่าที่มีรัฐบ ...
การฆ่าล้างเผ่าพันธ์ที่ลาว ...
ประวัติศาสตร์มีสาระ
วิธีห้ามจิตไม่ให้คิดอกุศล ...

1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 |>>


All (76)
default (75)
nongkanak2007 (1)



สมัครสมาชิก | Login


All (154)
default (40)
??????????? (10)
ภาพยานรบสงคราม (11)
ภาพสวยๆๆครับ (13)
ภาพสะสม (14)
เรือบรรทุกเครื่องบิน (21)
โรงเรียนท้าวสุรนารี (1)
สุดยอดรถมอเตอร์ไซท์ (6)
สุดยอดแห่งรถยนต์2007 (6)
ห้องภาพกิจกรรมของเรา (17)
ห้องภาพนำมาฝาก (15)



อยากรู้จักผมคลิก
บอร์ดคนไอทีครับ
hotmail
ห้องผลิตภัณฑ์
ติดต่อเราคลิก
ห้องข่าวเด็ดๆ
อ่านบทความ
เว็บธรรมะดีๆ
ตรวจผลสลาก
สมุดเยี่ยมครับ
อ่านข่าวสดๆอัพเดท
212cafe



เอาเรื่องนี้ไปอ่านดีกว่า
2008-10-21 21:36:42

การรบแห่งเบอร์ลินเป็นการรบครั้งสุดท้าย
การรบแห่งเบอร์ลินเป็นการรบครั้งสุดท้ายของสงครามโลกครั้งที่สองในทวีปยุโรป กองทัพอันมหาศาลของสหภาพโซเวียตได้บุกขยี้กรุงเบอร์ลินมาจากทางด้านยุโรปตะวันออกตั้งแต่ช่วงท้ายเดือนเมษายนไปจนถึงต้นเดือนพฤษภาคมปีค.ศ.1945 ส่งผลให้อดอฟ ฮิตเลอร์กระทำอัตวินิบาตกรรมประเทศเยอรมันต้องยอมแพ้แก่ฝ่ายพันธมิตรในอีก5วันต่อมาสงครามในยุโรปก็สิ้นสุดลง
ภูมิหลัง(Background)
เมื่อเริ่มเข้าสู่ปีค.ศ.1945 สถานการณ์ของแนวรบด้านตะวันออก (Eastern Front) นับว่าคงที่และแน่นอนแล้วว่าฝ่ายเยอรมันไม่สามารถที่จะรุกได้ต่อไป คงได้แต่เป็นฝ่ายถอยอยู่ฝ่ายเดียว ตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี ค.ศ.1944ในยุทธการแบ็กเกรชั่น (Operation Bagration) เยอรมันต้องสูญเสียบูดาเปสต์ ( Budapest )เมืองหลวงของฮังการี รวมทั้งประเทศพันธมิตรของตนให้กับสหภาพโซเวียตไป ได้แก่ฮังการี,โรมาเนียและบัลแกเรีย ซึ่งประเทศเหล่านี้เคยเป็นพันธมิตรร่วมในกลุ่มประเทศอักษะ บัดนี้กลับหันไปญาติดีกับโซเวียตเพื่อเอาตัวรอด โดยได้เซนต์สัญญาสงบศึกกับโซเวียต หักล้างกับการประกาศสงครามตอนส่งทหารไปร่วมเหยียบแผ่นดินโซเวียตกับนาซีเยอรมัน แถมตอนนี้ยังหันมาประกาศสงครามกับเยอรมันซะอีก โดยได้ทำการไล่ให้เยอรมันถอยด้วยอาวุธของเยอรมันเอง นอกจากนี้ยังอำนวยความสะดวกกองทัพแดง ปล่อยให้เข้าประเทศเพื่อไล่พวกเยอรมันที่กำลังถอย ในขณะเดียวกันกองทัพโซเวียตก็เริ่มบุกมาทางที่ราบสูงโปแลนด์
กองทัพโซเวียตยึดกรุงวอร์ซอร์เมืองหลวงของโปแลนด์ได้สำเร็จ ในเดือนมกราคมปีค.ศ.1945 หลังจากรอดูการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายเยอรมันกับฝ่ายใต้ดินโปแลนด์ ในการลุกฮือของกรุงวอร์ซอร์( Warsaw Uprising ) ต่อมากองทัพแดงก็เปิดแนวรบขนาดกว้างใหญ่ไพศาล ด้วยกำลังพลถึง 4 กองทัพ บุกผ่านแม่น้ำนาริว และบุกจากวอร์ซอร์ โดยใช้เวลาแค่ 3 วัน อีก 4 วันต่อมากองทัพแดงเคลื่อนพลไปได้ ไกลเป็นระยะทางถึง 30-40กิโลเมตร ภายในวันเดียว สามารถยึดรัฐต่างๆในทะเลบอลติก (Baltic states) อันประกอบไปด้วยดานซิก (Danzig) ปรัสเซียตะวันออก(East Prussia) และโพชแนน (Poznan) บัดนี้กองทัพแดงได้มาอยู่หน้าแม่น้ำโอเดอร์ ห่างจากกรุงเบอร์ลินทางทิศตะวันออกเพียง 60กิโลเมตรเท่านั้น
การโจมตีตอบโต้ของฝ่ายเยอรมันนั้น ใช้กองทัพที่สร้างขึ้นมาใหม่ที่เรียกว่ากลุ่มกองทัพวิสตูลา (Army Group Vistula) ภายใต้การบัญชาการของนายพลเฮนริกส์ ฮิมเลอร์( Heinrich Himmler )ผู้บัญชาการของหน่วยเอสเอส แต่ก็ประสบความล้มเหลว ในวันที่ 24กุมภาพันธ์ รัสเซียก็สามารถขับไล่เยอรมันออกจากแคว้นโปมีราเนีย (Pomerania) และเคลียร์ด้านขวาของแม่น้ำโอเดอร์ ทางทิศใต้ เยอรมันพยายามเข้าล้อมกรุงบูดาเปสต์ เพื่อยึดคืนจากฝ่ายโซเวียตแต่ก็ล้มเหลวอีก ในวันที่ 13กุมภาพันธ์ เมืองก็อยู่ในความครอบครองของโซเวียตอีก เยอรมันยังจะทำการรุกโต้อีกครั้งเพราะฮิตเลอร์ ยังคงดื้อรั้นและไม่ฟังคำคัดค้านของใครทั้งสิ้น เขายังคิดว่ามีโอกาสที่จะยึดแม่น้ำดานูบ( Danube )กลับคืนมาได้ การโจมตีก็ประสบความล้มเหลวอีกครั้ง ในวันที่ 16 มีนาคม คราวนี้ฝ่ายรัสเซียจึงทำการรุกบ้างในวันเดียวกัน พอถึงวันที่ 30มีนาคม กองทัพแดงก็รุกเข้าไปในประเทศออสเตรีย และยึดกรุงเวียนนาเมืองหลวงของประเทศได้ในวันที่13 เมษายน
ในตอนนี้กองทัพบกเยอรมัน ( ซี่งต่อไปนี้ขอเรียกว่าแวร์มัคส์ ) มีความต้องการน้ำมันเป็นอย่างมากเพราะในตอนนี้ ในกองทัพเหลือน้ำมันเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอกับเครื่องบินขับไล่และรถถังที่มีอยู่ รวมทั้งยังต้องใช้สำหรับเครื่องจักรโรงงานผลิตอาวุธต่างๆด้วย ตั้งแต่ปีค.ศ.1944 เป็นต้นมาอาวุธต่างๆของเยอรมันนั้นผลิตออกมาด้วยคุณภาพที่ต่ำมาก หากยังเป็นเช่นนี้เยอรมนีจะสามารถทำการรบ ต่อไปได้อีกเพียงสองสามสัปดาห์เท่านั้น แต่ฝ่ายเยอรมันก็จำเป็นต้องต่อสู้ต่อไปจนถึงที่สุด เพราะฝ่ายพันธมิตรใช้นโยบายคือ การยอมแพ้โดยปราศจากเงี่อนไข (unconditional surrende ) และความถือศักดิ์ศรีของชาตินักรบเยอรมัน (ส่วนใหญ่น่าจะมาจากเพราะยังมีฮิตเลอร์อยู่บนแผ่นดินเยอรมนี) ด้วยความกลัวความป่าเถื่อนโหดร้าย ของคอมมิวนิสต์กองทัพแดง จะทำการแก้แค้น ชาวเยอรมันส่วนใหญ่จึงเริ่มอพยพไปทางตะวันตกของประเทศ (ที่ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกยึดครองอยู่)
อดอฟ ฮิตเลอร์จะต้องยังคงมีชีวิตอยู่ในกรุงเบอร์ลินแน่นอน
ฝ่ายพันธมิตรตะวันตกจึงวางแผนใช้ทหารพลร่มยึดกรุงเบอร์ลิน แต่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากนายพลไอเซนฮาวน์ (Eisenhower)ของสหรัฐ เขาบอกว่าเพราะไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียอย่างหนัก(กับฝ่ายไหนก็ไม่รู้) เขาจึงให้เกียรติสหภาพโซเวียตในการยึดกรุงเบอร์ลินนครหลวงของประเทศคู่แค้นตลอดกาล พอสงครามจบลงก็ยังไม่ทราบตัวเลขของทหาร และเสบียงที่ต้องใช้ในปฏิบัติการดังกล่าวของฝ่ายพันธมิตรตะวันตก สหภาพโซเวียตเริ่มทำการบุกเยอรมันทางทิศตะวันออก โดยสตาลินมีจุดประสงค์สองอย่าง
อย่างแรก หลังสงครามสงบเขาจะได้ยึดเยอรมันตะวันออกเป็นเขตปกครองของโซเวียต ส่วนเยอรมันตะวันตกให้อยู่ในการปกครองของพวกพันธมิตรตะวันตกไป และจัดตั้งให้เยอรมันตะวันออก เป็นประเทศในกลุ่มคอมมิวนิตส์เป็นอันว่าการที่ฝ่ายพันธมิตรใช้นโยบาย \"การยอมแพ้โดยปราศจากเงื่อนไข\" นั้นสหภาพโซเวียตมีแต่ได้กับได้ เพราะสามารภทำให้ประเทศในยุโรปตะวันออก กลายเป็นประเทศคอมมิวนิตส์เสมือนประเทศบริวาร (ที่อยู่กันในกลุ่มวอร์ซอแพ็ค) กันชนกับประเทศกลุ่มนาโต้จนเกิดเป็นสงครามเย็นในที่สุด
และอย่างที่สอง คือทำการยึดเมืองหลวงของเยอรมัน คือกรุงเบอร์ลินที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องทำการจับกุมอดอฟ ฮิตเลอร์ บุคคลที่เขาและชาวรัสเซีย( รวมถึงประเทศอื่นๆ )เกลียดนักเกลียดหนา มาลงโทษให้สาสมกับเคราะห์กรรมที่ได้ก่อไว้ อีกทั้งยังหวังที่จะยึดโครงการ วิจัยสร้างระเบิดอะตอมของเยอรมัน (German atomic bomb programme)ไว้ในกำมือของกองทัพแดงด้วย วันที่ 9เมษายนปีค.ศ.1945 กองทัพแดงก็บุกเข้ายึด คอนนิกซ์เบิรก์( Konigsberg )ในแคว้นปรัสเซียตะวันออกไว้ได้ กองทัพของนายพล โรโคซอฟสกี้ (Rokossovsky) แห่งกองทัพเบลารุสเซี่ยนที่2 (2st Belorussian Front) หรือเรียกสั้นๆว่า 2 บีเอฟ ( 2BF ) สามารถเคลื่อนทัพได้อย่างสะดวกมุ่งไปทางทิศตะวันตก ถึงฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโอเดอร์ ในสองสัปดาห์แรก ของเดือนเมษายน กองทัพโซเวียตรุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว นายพลจอร์จี ซูคอฟ(Georgy Zhukov) ได้รวมกำลังกองทัพเบลารุสเซียที่ 1 ของเขาประจำตำแหน่งเตรียมพร้อมรบตามริมแม่น้ำโอเดอร์ เป็นทางยาวตั้งแต่เมือง แฟรงเฟริท (Frankfurt) ทางใต้ของทะเลบอลติก ไปถึงเขตที่ราบสูงซีโลวฟ์(Seelow Heights )
เมื่อกองทัพ 1บีเอฟมุ่งหน้าไปทางเหนือสู่ที่ราบสูงซีโลวฟ์ กองทัพ 2บีเอฟก็จะเข้ามาประจำในพื้นที่ว่างแทน โดยมีกองทัพเยอรมัน 2กองทัพอยู่ด้านซ้ายของแนว ซึ่งจะถูกบีบวงล้อมจับใกล้ๆกับดานซิก ปิดทางหนีออกจากแม่น้ำโอเดอร์ ในทางทิศใต้นายพล โคเนฟ(Konev) เป็นผู้กุมกองทัพใหญ่คือกองทัพยูเครนเนี่ยนที่ 1( 1st Ukrainian Front ) ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่า 1ยูเอฟ (1UF) ได้ออกจากตอนบนของแคว้นไซลิเซีย (Upper Silesia) มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันเฉียงเหนือสู่แม่น้ำไนซ์ซี(Neisse)
กองทัพใหญ่ทั้งสามของสหภาพโซเวียตนี้ ประกอบไปด้วยทหาร สองล้านห้าแสนคน! รวมทหารจากกองทัพโปแลนด์ที่1 (1st Polish Army) จำนวน 78,556คนเข้าไปด้วย,ใช้รถถังจำนวนมากถึง 6,250คัน,เครื่องบิน 7,500ลำ,ปืนใหญ่และปืนครกรวมกันกว่า 41,600กระบอก,รถบรรทุกเครื่องยิงจรวดแบบคัตยูซา(Katyushas) หรือที่มีชื่อเล่นว่าออแกนของสตาลิน(\' Stalin Organs\')จำนวน 3,255คัน และยานยนต์แบบต่างๆกว่า 95,383คันที่ส่วนใหญ่ผลิตใน สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่วันที่20มีนาคม นายพลก็อดฮารด์ เฮนริกซี่ (Gotthard Heinrici) ได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้บังคับบัญชากลุ่มกองทัพวิสตูล่า แทนนายฮิมเลอร์ ก็อดฮารด์ ได้วางแผนป้องกันประเทศที่ดีที่สุด ที่กองทัพเยอรมันในขณะนั้นสามารถทำได้ เขาคาดว่ากำลังหลักของโซเวียตจะต้องรุกมาทางแม่น้ำโอเดอร์ รวมทั้งจากทางตะวันออกตามทางด่วนสำหรับรถยนต์ในเยอรมัน ที่เรียกว่าออโตบาน (autobahn) เขาไม่ได้พยายามป้องกันฝั่งแม่น้ำโอเดอร์แต่อย่างใด จะใช้ก็แต่กำลังส่วนน้อยเข้าต่อสู้อย่างประปราย เพราะก็อดฮารด์ได้สั่งให้ทหารช่างของเขาสร้างป้อมปราการและแนวป้องกันบนที่ราบสูงซีโลวฟ์ ที่สามารถมองเห็นแม่น้ำโอเดอร์ได้อย่างชัดเจนทำให้ฝ่ายโซเวียตที่คิดจะข้ามแม่น้ำเสียเปรียบ
นอกจากนี้ที่ราบสูงซีโลวฟ์ยังเป็นที่ตัดกันกับถนนออโตบานด้วย เขายังให้ทหารช่างสร้างแนวป้องกันนอกแนวป้องกันหลักซึ่งจะเป็นเพียงแนวบางๆ อาศัยชัยภูมิที่อยู่สูงกว่าข้าศึกให้เป็นประโยชน์แก่การรบ ทหารช่างเยอรมันยังได้ใช้น้ำจากแม่น้ำโอเดอร์ปล่อยให้ท่วมใส่ที่ราบ ไปตามทางของแม่น้ำ รวมทั้งหนองบึงที่เกิดจากหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ เป็นเครื่องป้องกันตามธรรมชาติ ด้านหลังแนวน้ำขังพวกเขาได้สร้างแนวตั้งรับถึง 3 แนวป้องกันชานกรุงเบอร์ลิน ในแนวป้องกันประกอบไปด้วยหลุมดักรถถัง (anti-tank ditches) ,ที่ตั้งปืนต่อสู้รถถัง ( anti-tank gun emplacements) และเครือข่ายสนามเพลาะและบังเกอร์ที่เชื่อมต่อกัน ( extensive network of trenches and bunkers

ป้าย : จุดจบนาซี
Dictionary : จุดจบนาซี



หวัดดีครับ
by : bensema [2008-10-22 00:10:10]